๐ น้ำท่วมฟ้าปลากินดาว#2
posted on 07 Oct 2009 10:44 by gangjibo
www.chomromdek.com
น้ำท่วมฟ้าปลากินดาว อัตชีวประวัติของ ขวัญกมล
...
ฉันแยกแยะ ปลาดุก กับ ปลาช่อน ออกก็ตอนทำหนังสือเล่มนี้นี่แหละ จึงหมดปัญหาเวลาสั่งปลาย่างที่ร้านส้มตำไปเลย
เมื่อคราวที่แล้ว ๐ น้ำท่วมฟ้าปลากินดาว#1 พูดถึงปลาตระกูลCatfish วันนี้จึงจะขอแนะนำปลาตระกูลนี้ในประเทศไทยให้ได้รู้จักกันจ้ะ
จากภาพบนลงล่าง ปลาขนาดศอกคน -- ดุกอุย, ดุก(ดุกด้าน), กด, ปลาขนาดเล็ก -- แขยงปลายข้าว, แขยงข้างลาย, ชะโอน(พระร่วง) ตามลำดับ
ปลาตระกูลCatfish เป็นปลาที่มากับฤดูน้ำหลาก ไร้เกล็ด มีหนวดที่ปาก 6 เส้น ชอบแดดจัดเพราะนิสัยการหาอาหารของพวกมัน ปลาดุกและปลากดใช่้หนวดคลำหาเหยื่ออย่างไส้เดือนดินที่ก้นแม่น้ำมันจึงชอบยามสายถึงบ่ายซึ่งแดดจะส่องถึงก้นแม่น้ำ ปลาชะโอนจะลอยตัวอยู่ใต้พื้นน้ำระดับกลางๆน้ำเพื่อรอเศษอาหารที่ลอยขึ้นมา ปลาช่อน ปลาชะโดจะอยู่ผิวน้ำดักเหยื่อที่มีชีวิตเช่นลูกปลาพร้อมกับเลี้ยงลูกครอกของตัวเองด้วย นักตกปลาจึงควรรู้นิสัยปลาที่ตัวเองต้องการตกด้วยจึงจะได้ปลา..ถ้าอยากได้ปลาช่อนแล้วหย่อนเบ็ดลึก ก็จะได้ปลาดุกแทน..
(เรียบเรียงจาก น้ำท่วมฟ้าปลากินดาว บทที่ 3)

(ภาพดัดแปลงใช้ในบล็อกเท่านั้น)
[บท2]
เหนือบ้านผมขึ้นไปไม่ไกลนักเป็นสถานีรถไฟปากน้ำโพ ก่อนที่รถไฟจะแล่นเข้าเทียบที่สถานี จะต้องแล่นข้ามคูน้ำกว้างแห่งหนึ่ง ทางการรถไฟจึงสร้างสะพานเหล็กทาสีดำคร่อมคูน้ำนี้ ชาวบ้านเรียก สะพานโค้ง ผมดูกี่ครั้งๆก็ไม่เห็นสะพานโค้งตรงส่วนไหนเลย...
พอโตขึ้นจึงได้รู้ว่าที่เรียกว่า "โค้ง" นั้นไม่ใช่สะพานแต่เป็นทางซึ่งโค้ง
เข้าสถานีปากน้ำโพ สะพานโค้งนี่แหละครับ
เป็นทำเลที่พวกเราไปชุมนุมจับปลาในฤดูน้ำหลาก น้ำป่าที่ไหลมาจากบึงบอระเพ็ดจะไหลผ่านคูน้ำที่สะพานโค้งนี้
ปลาใหญ่น้อยจากบึงบอระเพ็ดถือโอกาสว่ายมากับน้ำเป็นฝูงใหญ่
แต่กระแสน้ำที่ไหลลอดใต้สะพานโค้งจะเป็นกระแสน้ำที่ไหลแรง
เพราะเคยไหลมาในที่กว้างต้องมารวมตัวไหลไปตามคูเล็กๆ กระแสน้ำจึงไหลแรงมาก เสียงน้ำไหลดังน่ากลัวเหมือนสัตว์ตัวใหญ่คำรามอยู่ตลอดเวลา
น้ำป่าจะไหลลอดสะพานโค้งอยู่ราวเจ็ดแปดวัน
น้ำก็จะท่วมนองเนืองไปทั้งตำบล
ต้นไม้เล็กไม้ใหญ่จะถูกน้ำท่วมจนมิดไม่เห็นยอด มองไปทางไหนเห็นแต่น้ำ
ในช่วงที่น้ำเริ่มหลาก กระแสน้ำในแม่น้ำก็จะเชี่ยวกรากไหลเซาะตลิ่ง
ทำให้เกิดดินทลายลงแม่น้ำเสียงตูมตามอยู่ตลอดเวลา
คนที่มีที่ดินริมฝั่งน้ำจึงต้องสร้างเขื่อนกันดินทลาย
หรือไม่ก็ให้เรือนแพมาจอดอยู่ริมตลิ่ง
แพจะช่วยบรรเทาแรงน้ำที่ไปกัดเซาะตลิ่งได้บ้าง
ตอนที่น้ำเหนือบ่า น้ำในแม่น้ำจะเป็นสีโคลน ส่วนน้ำป่าที่ไหลผ่านบึงหญ้าป่าละเมาะ น้ำจะใสกว่า แต่ก็สะสมใบไม้ ต้นหญ้า
ทำให้น้ำมีกลิ่นไม่พึงประสงค์ ต่อเมื่อน้ำเหนือและน้ำป่ามาพบกัน
กลิ่นน้ำเน่าก็คลาย สายน้ำเริ่มอ่อนแรง สีโคลนตมก็เริ่มใส
แล้วเรื่องพิลึกก็เกิดขึ้น ในเช้าตรู่วันหนึ่ง
"ว้าย! ช่วยด้วย!! ช่วยด้วย!!!"
เสียงร้องขอความช่วยเหลือ ก้องไปในความสงัดของเช้าที่พระอาทิตย์ยังไม่เยือนขอบฟ้า
"เสียงอีตุ๊นี่หว่า" ลุงขอมที่ถลันออกมายืนหน้าบ้านเอ่ยขึ้น พร้อมกับวิ่งผลุบเข้าไปในบ้านแป๊บ
หนึ่งก็ออกมาพร้อมกับมีดเหน็บเล่มเขื่องในกำมือ "อีตุ๊ถูกปล้ำ ละมั้งนี่" ลุงขอมพูดพร้อมกับเผ่นไปยังต้นเสียง

(ภาพดัดแปลงใช้ในบล็อกเท่านั้น)
"มันคงได้ผัวก็คราวนี้แหละ"
ไอ้แต้มหมาของพี่ตุ๊ก็เห่าเสียงขรม แพของพี่ตุ๊ไหวยวบยาบ แล้วก็มีเสียงร้อง "เป็นไงบ้าง ลูกแม่"
...
อ่านต่อในเล่มเองนะ ฮิฮิ
...
ว้า...จบซะก่อน
#1 By iQ180 on 2009-10-07 12:12