๐ น้ำท่วมฟ้าปลากินดาว#1
posted on 06 Oct 2009 13:59 by gangjibo
www.chomromdek.com
อัตชีวประวัติของ ขวัญกมล
ขวัญกมล หรือ โอภาส อาจอารมณ์ นามปากกาของ อ.วิริยะ สิริสิงห ปัจจุบันท่านเสียชีวิตไปแล้ว
อดีตท่านเป็นนายกสมาคมผู้จัดพิมพ์และจัดจำหน่ายหนังสือแห่งประเทศไทย
ผู้ก่อตั้งสำนักพิมพ์ ชมรมเด็ก สุวีริยาสาส์น และ ปิรามิด
และบรรณาธิการและเจ้าของคอลัมน์ "ฝึกสมองลองปัญญา" ใน "ชัยพฤกษ์วิทยาศาสตร์" นิตยสารวิทยาศาสตร์ฉบับแรกๆของเมืองไทยตั้งแต่ พ.ศ.2497 (ปัจจุบันกลายเป็นนิตสารเก่าหายาก)
ฉันทันอ่านเล่มนี้
...
ฉันเคยเป็นแฟนนิตยสาร และแฟนหนังสือชมรมเด็ก แถมยังได้มาทำงานร่วมกับท่านเมื่อครั้งที่ท่านยังมีชีวิตอยู่
อาจารย์ส่งต้นฉบับเรื่อง "น้ำท่วมฟ้าปลากินดาว" ให้ฉันไปจัดการ ฉันก็ตัวหดลงไปนิดหน่อย ตอนนั้นฉันเพิ่งทำงานวาดภาพประกอบมาได้ปีเดียวเอง แถมหนังสือประเภทนี้ต้องหาข้อมูลรูปภาพในการอ้างอิงวาดเพียบ แต่พอได้อ่านเนื้อเรื่องแล้ว ฉันก็ติดใจ อยากเห็นมันเป็นเล่มเร็วๆ มันเหมือนหนังสือเมื่อ "คุณตาคุณยายยังเด็ก" อีกเล่มที่น่าอ่านมากๆ ไม่ได้วิชาการมากแต่ออกแนวตลกจบหักมุม เฮฮาตามสไตล์ขวัญกมล
ฉันเคยเห็นต้นฉบับที่เป็นลายมือเขียนและวาดรูปคร่าวๆของอาจารย์ ตอนนั้นท่านให้ฉันดูเพื่ออธิบายว่าเบ็ดทำมือสมัยท่านยังเด็กหน้าตาเป็นอย่างไร อาจารย์เคยเปรยๆว่าจะเขียนเล่มสอง แต่ท่านก็มาเสียชีวิตไปก่อน หนังสือจะเลิกพิมพ์แล้ว คงอาจจะตายไปกับท่านในไม่ช้า ฉันจึงถือโอกาส นำบทที่ 1 มาลงให้อ่าน..
เผื่อมันจะมีค่าสำหรับใครบางคนเหมือนที่มันมีค่าสำหรับฉัน..
ถ้าชอบ 15 - 25 ตุลาคม 2552 นี้ ที่ศูนย์ประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ อย่าลืมแวะบูธ ชมรมเด็ก M13 หาซื้ออ่านกันนะจ๊ะ
[บท1]

(ภาพดัดแปลงใช้ในบล็อกเท่านั้น)
ผมจำได้ติดตรึงใจมาตั้งแต่เด็ก น้ำท่วมเป็นช่วงเวลาที่ผมและเด็กๆในวัยเดียวกันชอบมาก เพราะโรงเรียนจะหยุดสอนหยุดเรียนจนกว่าน้ำจะลดแห้ง ซึ่งก็กินเวลาสองเดือนนั่นแหละ
ผมเป็นเด็กโรงเรียนประชาบาล และโรงเรียนอยู่ในเขตวัดที่ชาวตำบลเรียกว่า วัดตะแบก โรงเรียนผมจึงมีชื่อเรียกกันติดปากว่าโรงเรียนวัดตะแบก ตรงข้ามกับวัดเป็นเกาะยม ท้ายเกาะยมเป็นที่รวมของแม่น้ำ 4 สาย คือ ปิง วัง ยม น่าน และเป็นต้นแม่น้ำเจ้าพระยา
ฝั่งที่ผมอยู่ซึ่งเป็นฝั่งเดียวกับวัดตะแบก จะมีแม่น้ำยมกับน่านซึ่งรวมกันมาแล้วไหลผ่าน น้ำในแม่น้ำไหลเชี่ยวและลึกมาก ส่วนแม่น้ำปิงกับวังที่รวมไหลผ่านอีกฟากฝั่งของเกาะยมจะตื้นเขินกว่า บางปีในช่วงหน้าแล้ง ท้องน้ำจะแห้งจนเดินข้ามฝั่งจากเกาะยมไปยังฝั่งตัวเมืองหรือตลาดได้อย่างสบาย
ก่อนนั้นสมัยที่ผมอายุสักสิบสามสิบสี่ปี ยังไม่มีเขื่อนภูมิพลที่จังหวัดตาก และยังไม่มีเขื่อน
เจ้าพระยาที่จังหวัดชัยนาท แม่น้ำที่ไหลผ่านหน้าบ้านผมจึงไม่มีเขื่อนปิดกั้น แม่น้ำทั้งสายไหลจากต้นกำเนิดลงสู่ทะเลได้ตลอดปลอดโปร่ง กุ้ง ปลาในแม่น้ำจึงชุกชุมจนพูดให้เด็กรุ่นใหม่ พ.ศ. 2500
ฟังพวกเขาจะจินตนาการไปไม่ถึงเลย
ญาติพี่ป้าน้าอาของผมมีอาชีพทำโรงเลื่อย โรงน้ำแข็งและทำบริษัทเรือโดยสารคือ บริษัทเรือ
เขียว ซึ่งเป็นคู่แข่งกับบริษัทเรือสีแดงและสีเลือดหมู (บริษัทสุพรรณขนส่ง) ซึ่งต่างก็วิ่งขึ้น - ล่องระหว่างกรุงเทพฯ-สุพรรณฯ-นครสวรรค์ รับขนส่งผู้โดยสารและสินค้าต่างๆ
เรือยนต์ที่ใช้แล่น ไม่ได้ใช้น้ำมัน แต่ใช้ถ่านหุงข้าวไปต้มหม้อน้ำให้เกิดไอไปดันมอเตอร์แล้วส่งแรงไปขับเคลื่อนใบพัดทำให้เรือแล่นได้ เรือที่ว่านี้จึงเรียกว่า เรือกลไฟ หรือเรือไฟ ในแม่น้ำหน้าบ้านผมจะมีเรือกลไฟแล่นกันขวักไขว่ ส่งเสียงหนวกหู แล้วยังทำให้เกิดระลอกใหญ่บ้างเล็กบ้าง กระเพื่อมน้ำเข้าสู่ฝั่ง แพที่จอดเรียงรายริมฝั่งน้ำก็จะไหวยวบยาบ ระลอกคลื่นนี่แหละจะเป็นตัวกัดเซาะตลิ่งให้ทลายลงได้
โรงเรียนวัดตะแบกที่ผมเรียนอยู่ มิได้มีการหยุดเทอมเหมือนโรงเรียนปัจจุบันที่หยุดเรียนเทอมปลายในเดือนเมษายน-พฤษภาคม แต่โรงเรียนผมจะหยุดเรียนฤดูน้ำท่วม ประมาณช่วงเข้าพรรษาหน้าฝนครับ
เนื่องจากน้ำจะท่วมท้นล้นตลิ่งสูงทุกปี บ้านเรือนที่ปลูกอยู่บนสองฝั่งแม่น้ำจึงมีเสาเรือนสูง ผู้มีฐานะดีก็จะสร้างบ้านเรือนใหญ่โตและทาสีสดสวย บ้านป้าผมซึ่งเป็นเจ้าของโรงเลื่อย โรงน้ำแข็งง่วนฮั่วหลง บริษัทเรือเมล์เขียว ทาบ้านสีเขียว คนในตำบล
จึงเรียก บ้านเขียว เมื่อเอ่ยคำนี้ ทุกคนจะรู้จักกันหมด
ธรรมเนียมของคนที่ตำบลผมอยู่จะเรียกคนที่มีศักดิ์ฐานะกว่าตัวว่า นาย เช่น นายเล็ก นายโอ นายเขียว...และเรียกผู้สูงอายุที่เคารพนับถือว่า แม่นาย พ่อนาย บางครั้งมีบุคคลที่เคารพหลายคนจึงต้องมี แม่นายบ้าง นายแม่บ้าง พ่อนายบ้าง นายพ่อบ้าง แต่ก็แปลกเมื่อเรียกไปอย่างไรแล้ว ทุกคนในตำบลจะรับรู้และเรียกตามเหมือนกันได้หมด
เหนือบ้านผมขึ้นไปไม่มากนักจะเป็นสถานเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำใหญ่และมีชื่อเสียง เรียกกันว่า
บึงบอระเพ็ด ที่บึงนี้แต่ก่อนนั้นมีจระเข้ชุกชุมมาก มีตำนานเล่าขานเกี่ยวกับจระเข้ในบึงบอระเพ็ดหลายเรื่อง ทุกเรื่องผมฟังแล้วทั้งสนุกทั้งน่ากลัว ฤดูน้ำหลาก น้ำจะหลั่งไหลมาทุกทิศทุกทางจากตอนเหนือ น้ำในแม่น้ำเริ่มไหลเชี่ยว กระแสน้ำจะเปลี่ยน
เป็นสีโคลนตม ส่วนน้ำที่เอ่อท้นล้นออกมาจากบึงบอระเพ็ดจะสีใส ชาวบ้านเรียกว่า น้ำป่า
น้ำป่าเมื่อแรกไหลท่วมจะพัดพาเอาขยะกิ่งไม้ใบไม้ติดมาด้วย พอติดมาหลายวันใบไม้กิ่งไม้ต้นหญ้าในน้ำป่าก็เริ่มเน่า น้ำจะส่งกลิ่นเหม็น เมื่อพวกเด็กๆเห็นน้ำมาก็สนุกกันสุดชีวิต เดินลุยท่อมๆ
จับลูกปลาที่มากับน้ำกันทั้งวัน จนง่ามนิ้วเท้าเริ่มเปื่อย เรียกกันว่า น้ำกัดเท้า พอนานวันเข้า แผลไม่หาย เนื้อก็เริ่มเน่า จะทั้งเจ็บทั้งคัน บางทีเกาจนเลือดโซม ผู้ใหญ่เห็นเข้าก็จะตำสารส้มเอามาทา
แสบอย่าบอกใครเชียวครับ
ช่วงที่น้ำป่าไหลบ่า กับน้ำเหนือในแม่น้ำเอ่อท้นขึ้นมา แต่ยังไม่มาบรรจบกัน ยุงจะชุกชุมมาก เพราะน้ำป่าไหลบ่ามาแล้วสะสมเอาใบไม้เศษไม้ติดมาด้วย ทำให้น้ำเน่าเป็นแหล่งเพาะยุงอย่างแสนวิเศษ แต่พอน้ำป่ากับน้ำเหนือท้นฝั่งมาบรรจบกัน น้ำเหนือจะฉุดพาน้ำป่าให้ไหลแรงตามไปลงทะเลด้วยกัน พวกเศษผงส่งกลิ่นเน่าก็จะถูกพัดพาไปด้วย น้ำช่วงนี้จึงสะอาดและสีแดงเพราะตะกอนในแม่น้ำพอรวมกับน้ำป่าสีโคลนตมก็จางไป ทำให้น้ำใสขึ้น
ช่วงที่น้ำป่ากับน้ำเหนือจะมาบรรจบกันนั้น พื้นดินก็จะมีน้อยลงทุกขณะ และสัตว์ที่อยู่ในดินก็จะหาที่อยู่กันใหม่ พวกงูก็จะหนีขึ้นไปบนต้นไม้บ้าง เลื้อยเข้าไปอยู่ในบ้านคนบ้าง บนพื้นดิน ไส้เดือน
ดินก็จะคลานกันยั้วเยี้ยเต็มพื้นดินไปหมด ผู้ใหญ่เห็นแล้วขยะแขยง แต่ผมขณะนั้นไม่แขยงเลยรีบกอบโกยเอาไส้เดือนใส่ไห ขุดดินเติมลงไปในไหด้วย เพื่อเก็บไว้ใช้เป็นเหยื่อตกปลาตลอดฤดูน้ำหลากประมาณ 2 เดือน แต่จริงๆ แล้ว ไส้เดือนที่เก็บไว้ใช้ไปสักสิบกว่าวัน พวกมันก็อดอาหารตาย ส่งกลิ่นเหม็นเน่าตลบอบอวลไปทั่ว ต้องทิ้งลงน้ำไปทั้งไห แถมโดนทำโทษอีกต่างหาก
ปลาที่มากับน้ำหลากช่วงแรกๆ จะเป็นพวกลูกปลาช่อน ปลาดุก ปลาตะเพียน ซึ่งตัวเล็กจ้อยเท่านิ้วก้อยพวกเรา แต่ลูกปลาพวกนี้ตะกละมาก กินหนอนแมลงไส้เดือนทุกอย่างที่ขวางหน้า จับได้แต่ละตัวท้องป่องเพราะสวาปามเข้าไปเยอะ พวกเราสนุกกับการจับลูกปลาพวกนี้มาก ลุยน้ำจับกันได้เป็นวันๆ จับได้แล้วก็ไม่ได้เอาไปกินเพราะตัวมันเล็กมาก แต่ถ้าได้มากตัวเข้าก็เอาไปให้เป็ดกินบ้าง ให้ไก่กินบ้าง
"บาปกรรม" พวกญาติผู้ใหญ่จะชี้หน้าว่าผมเป็นประจำ ตายไปตกนรกแน่ ดูซิ ตัวเท่าขี้เล็บ
ไปจับมันมาแล้ว
"สนุกดี" ผมเถียงแล้วรีบวิ่งหลบหน้าไปลุยน้ำหาปลากับเพื่อนๆ
วิธีจับปลาของพวกเรามีหลายวิธี ตอนน้ำเริ่มบ่าเริ่มไหลเอ่อมานั้น จะมีพวกปลาไหลชุกชุม ก็จะใช้ลันดัก ลันดักปลาไหลที่เราทำก็คือใช้ลำไม้ไผ่มาทอนให้ยาวราว 5-6 ปล้องไม้ไผ่ ให้ปลาย
ข้างหนึ่งมีข้อไม้ไผ่ปิดไว้ ในลำไม้ไผ่ก็ใช้ด้ามไม้ยาวๆกระทุ้งให้ข้อระหว่างปล้องไผ่ทะลุตลอด ปากกระบอกก็ใช้กรวยไม้ไผ่สานปิดไว้ เป็นอันเสร็จการทำลันดักปลาไหล

(ภาพดัดแปลงใช้ในบล็อกเท่านั้น)
เวลาจะดักปลาไหลก็จะต้องใส่เหยื่อลงไปในลันก่อน เหยื่อที่ใช้จะเป็นหอยโข่ง เราไปเก็บเอาตามยอดหญ้าที่ถูกน้ำท่วม ซึ่งมีหอยโข่งมากมาย จับมาได้ก็เอาไม้บ้าง อิฐบ้าง ทุบจนเปลือกแตก เอาเนื้อหอยโข่งใส่ลงลันปิดกรวยไม้ไผ่สานที่ปากกระบอกลัน ให้ปลายแหลมอยู่ในกระบอกไม้ไผ่ แล้วนำลันไปซุกซ่อนไว้ตามกอหญ้าในน้ำ
วันหนึ่งๆเราวางลันดักปลาไหลกันนับสิบๆ ลัน! เมื่อใช้ลันมากก็ต้องหาลำไม้ไผ่มามากด้วย วิธีหาของเราก็คือ ค่อยๆ ย่องลงไปที่ริมตลิ่ง ตรงที่มีแพจอดลอยอยู่ แพพวกนี้จะยัดใต้พื้นแพด้วยมัดไม้ไผ่ เรียกว่า ลูกบวบ พวกเราก็จะช่วยกันชักลำไม้ไผ่จากแพลูกบวบออกมาลำหนึ่ง แล้วช่วยกันลากไปไกลๆ นำไปทำลันดักปลาไหลกัน
ลันที่วางดักปลาไหล จะวางดักในตอนเย็น พอตกกลางคืน ปลาไหลออกหากินก็จะซอกซอนไปตามกลิ่นเหยื่อ แล้วเลื้อยเข้าลันไปกินเหยื่อกินเสร็จออกไม่ได้เพราะปลายกรวยที่ปิดปากลันนั้น ปลายแหลมอยู่ข้างในจึงไม่สามารถเลื้อยลอดออกมาได้
ปลาไหลเป็นปลาที่แปลกประหลาดมาก มันจะไม่ยอมตายตัวเดียว เมื่อมันเข้าไปกินเหยื่อในลัน
แล้วออกไม่ได้ มันก็จะเรียกเพื่อนๆให้เข้าไปกินด้วย แล้วก็จะได้ติดอยู่ในลันด้วยกัน
รุ่งเช้าพวกเรารีบไปกู้ลัน ถ้ามีปลาไหลในลันแต่ละลัน จะไม่ได้ปลาไหลเพียงตัวเดียว แต่จะมีหลายตัว บางลันมีปลาไหลเต็มลันยกลันไม่ไหวเลย! และบางทีก็ได้งูกินปลาด้วย
ความจริงเนื้อปลาไหลเป็นเนื้อที่สุดวิเศษ อร่อยกว่าเนื้อปลาทุกชนิด แต่ผมไม่กินเพราะตัว
มันเหมือนงู มากินเนื้อปลาไหลครั้งแรกตอนเริ่มแก่ ได้กินแล้วก็ให้นึกหวนถวิลถึงเมื่อครั้งเยาว์ ทำไมถึงโง่ได้ขนาดนั้น!
เหตุที่ได้กินปลาไหลก็เพราะได้รับเชิญไปเป็นวิทยากรที่นครเวียงจันทน์ประเทศลาว ผมคงจะบรรยายถูกใจเอื้อยและอ้ายทั้งหลาย พอตกเย็นจึงมีการจัดเลี้ยงต้อนรับแบบกันเอง คือเขาพาไปที่
บ้านพักของเขา ตั้งวงดื่มเหล้าเบียร์และก็กับแกล้มสุดแพง ที่แพงมากๆมีสองอย่าง คือ หอยแครงลวก กับต้มปลาไหล
หอยแครงแพงเพราะต้องข้ามมาซื้อฝั่งไทย หอยแครงเป็นหอยทะเล จังหวัดที่ข้ามมาซื้อนั้นก็ต้องสั่งหอยแครงจากแหล่งที่อยู่ไกลมากส่งขึ้นไปอีกทีหนึ่ง หอยแครงจึงเป็นของแพงระดับผู้มีอันจะกินถึงจะซื้อมากินได้ ส่วนปลาไหลเป็นของแพงเพราะเนื้อปลาไหล หวาน นุ่ม เหนียว มีแต่ก้างกลาง ทั้งเป็นที่นิยมกินกันมาก จึงกลายเป็นของแพง
ปลาไหลที่เขาต้มเลี้ยงเรียกว่า ต้มเปรต คือเอาปลาไหลที่ รูด สะอาดดีแล้วใส่ในหม้อน้ำเดือด
ทั้งตัว ในน้ำแกงนั้นก็ใส่พริกตำ ใบไม้ที่กินได้ทั้งหลาย เช่น ข่า ตะไคร้ ใบมะกรูด และยอดผักออก
รสเปรี้ยว อีกหลายชนิด เติมเกลือเพื่อเพิ่มรสเค็ม ปลาไหลที่หย่อนลงไปในหม้อต้ม บางตัวยังไม่ตาย เมื่อถูกหย่อนลงไปในหม้อน้ำเดือดก็ทะลึ่งพรวดขึ้นมา เหมือนเปรตในกระทะทองแดง จึงเรียกอาหารชนิดนี้ว่า ต้มเปรต กระมัง
"ถ้ารักกันจริงก็ต้องกินอาหารหม้อนี้" อ้ายดวงดาวยกหม้อปลาไหลต้มเปรตจากเตามาตั้งกลาง
วง พร้อมกับเปิดฝาหม้อออก ควันขาวพุ่งพล่านออกมาพร้อมกับกลิ่นหอมหวานอ่อนๆของยอดไม้และเนื้อปลา
ผมชะโงกหน้ามองลงไป เห็นปลาไหลเป็นปล้องๆขดวนอยู่ในหม้อ นึกในใจว่าเพื่อมิตรภาพ
กินก็กินเถอะ ลองกลั้นใจกล้ำกลืนสักท่อนหนึ่งคงไม่กระไร จึงรีบยื่นจานไปตรงหน้า
"อย่างนี้ถึงจะรักกันจริง" อ้ายดวงดาวใช้ตะเกียบยาวคีบปลาไหลในหม้อ ยกขึ้นมาใส่จานให้ผม มันไม่ใช่ปลาท่อนหนึ่งอย่างที่เข้าใจแต่เป็นปลาไหลทั้งตัว บั้งไว้เป็นช่วงๆ
ลองแกะเนื้อปลาไหลต้มชิ้นแรกเข้าปาก อร่อยครับ ไม่มีกลิ่นคาวเลย เนื้อก็หวานนุ่มมีกลิ่นหอม
ด้วย จำได้ว่ามื้อนั้นผมกินปลาไหลไปสามตัว!
เพราะลันดักปลาไหลนี่แหละครับทำให้ผมถูกเฆี่ยน เรื่องมันมีอยู่ว่า ผมแอบดำน้ำไปขโมยชักลำไม้ไผ่จากแพที่จอดอยู่หน้าบ้าน แต่เจ้าของแพจับได้พาตัวผมมาฟ้องกับพ่อ
"นายพ่อต้องลงโทษนายเล็กด้วยนะครับ เจ้าของแพบอกเล่าเรื่องให้พ่อผมฟัง นายเล็กไปดึง
ลูกบวบจากใต้แพผม จับได้คาหนังคาเขาเลยเชียว"
"จริงหรือเปล่าไอ้เล็ก" แหมหลักฐานมันยืนยันมัดตัวผมอยู่เห็นๆ จะปฏิเสธอย่างไรก็ไม่มีวันแก้ตัวได้ ผมจึงได้แต่ร้องแหะ แหะ เท่านั้นแหละครับ พ่อหวดผมด้วยเข็มขัดหนังที่ท่านคาดเอวอยู่ 6 ที
"วันนี้มึงไม่ต้องลงจากบ้าน"
ผมโดนขังอยู่บนบ้านคนเดียวทั้งวัน พวกผู้ใหญ่ไปทำงานกันหมด ผมเหงามาก ไม่รู้จะทำอะไรแก้เหงาดี นึกถึงเบ็ดขึ้นมาได้ นั่งตกปลาจากหน้าต่างห้องดีกว่า ผมไปหาเนื้อหมูที่ทำกับข้าวแล้ว
มาเป็นเหยื่อเกี่ยวเบ็ด แล้วนึกพิเรนทร์อย่างไรไม่ทราบครับ หย่อนเบ็ดลอดล่องกระดานในห้องลง
มาใต้ถุนบ้าน ซึ่งขณะนั้นน้ำเจิ่งนอง
"คงไม่มีปลาตาบอดตัวไหนมากินเหยื่อหรอกน่า" ผมตัดใจได้ตั้งแต่วินาทีที่หย่อนเบ็ดลงล่อง ที่คิดตกปลาเพราะเหงาไม่รู้จะทำอะไร แต่ปลาเจ้ากรรม ผมหย่อนเบ็ดลงไปไม่ถึงอึดใจ สายเบ็ดก็ถูกลากจนตึงมือ ผมรีบกระตุกเบ็ด ให้เบ็ดเกี่ยวปากปลา ที่ปลายเบ็ดจะมีเงี่ยง เมื่อเบ็ดเกี่ยวแล้วเงี่ยงก็จะฝังเข้าไปในเนื้อปลาด้วย ทีนี้ปลาจะดิ้นเท่าไรก็ไม่อาจหลุดจากเบ็ดได้
ผมผ่อนให้สายเบ็ดไปตามแรงดึงของปลา พอปลาหยุดผมก็รีบสาวสายเบ็ดขึ้นมา มันตึงมือน่าดู
"ตัวคงโตมากเลยละนี่" ผมกระหยิ่มยิ้มย่อง
ปลาลากสายเบ็ดไป ผมดึงกลับมา ทำอยู่อย่างนี้พักใหญ่ ปลาก็ยอมแพ้ ปล่อยให้ผมลากขึ้นมาจากน้ำ
"โอ้โฮ ปลากดตัวเบ้อเริ่มเลย" ผมแนบตามองลอดล่องกระดานลงไปดู พอเห็นปลาตัวโตเท่าลำไม้ไผ่ใหญ่ๆห้อยติดเบ็ดผมโตงเตงอยู่กลางอากาศ ความเจ็บปวดจากรอยโดนเฆี่ยนหายไปเป็นปลิดทิ้ง แต่พอดึงสายเบ็ดขึ้นมาจนสุดตัวปลาก็ชนกับพื้นห้อง ปึก ปึก ผมไม่สามารถดึงปลาให้ลอดล่องกระดานขึ้นมาได้ จะงัดพื้นห้องหรือ ถ้าผมทำผมคงไม่ถูกแค่โดนเฆี่ยนเป็นแน่ ด้วยความคิดอันชาญฉลาดของผม ผมรีบหย่อนปลากลับลงไปในน้ำตามเดิม ผูกสายเบ็ดกับขอ แล้วรอด้วยความกระหยิ่ม ใครที่กลับเข้าบ้านเป็นคนแรก เขาก็จะได้ทราบความสามารถของผมที่ตกปลาตัวใหญ่ได้ เป็นปลากดเหลืองเสียด้วยซี
ปลากด เป็นปลากินเศษอาหารที่ตกอยู่ตามพื้นน้ำ เป็นปลาไม่มีเกล็ด วงศ์เดียวกับปลาดุก ปลาแขยงหรือที่เรียกว่า Cat fish นั่นแหละครับ ปลากดมีหลายชนิด เช่น ปลากดแก้ว ครีบอก ครีบหาง
เป็นสีแดง หนังตัวดำ เนื้อปลากดแก้วจะไม่เหนียวแน่นแถมมีกลิ่นคาวรุนแรง ปลากดอีกชนิดหนึ่งคือปลากดเหลือง ปลากดชนิดนี้ครีบจะไม่มีสี ลำตัวออกสีเหลืองๆ เนื้อหนังจะเนียนแน่น กลิ่นคาวไม่รุนแรง บางทีก็เรียกปลาคัง ราคาปลากดเหลืองจะแพงกว่าปลากดแก้ว
น้าสาวผมกลับมาถึงบ้านเป็นคนแรก ผมรีบรายงานให้ทราบทันที
"อย่างเอ็งนะหรือจะตกปลาตัวโตได้" น้าพูดอย่างไม่เชื่อฝีมือผม ผมรีบพาน้ามาที่สายเบ็ด สาวสายเบ็ดขึ้นมา ทำไมสายเบ็ดเบาโหวงเหวงก็ไม่รู้ เจ้ากรรมปลามันพาเบ็ดผมขาดหายไปเสียแล้ว
"ไหนเล่า ปลา" น้าสาวหัวเราะเยาะผม "ไม่เห็นมีปลาสักตัว ฝันกลางวันละมั้ง เจ้าเล็ก"
(ภาพดัดแปลงใช้ในบล็อกเท่านั้น)
...

หนังสือเล่มนี้น่าอ่านจัง ส่วน เมื่อคุณตาคุณยายยังเด็ก ก็ได้อ่านมาบ้างค่ะ หลังสือเก่าๆ มีคุณค่า ไม่อยากให้หายไปเลยเน้อ..
#1 By แอ้ on 2009-10-06 16:52